วันจันทร์, 3 ตุลาคม 2565

สุรินทร์-เปิดใจ..หญิงที่ตกเป็นข่าว สีกาเข้ากุฏิพระ ที่วัดตาเมาะ

สุรินทร์ –เคลียร์ประเด็นร้อน..!!กรณีชาวบ้านประท้วงขับไล่อดีตเจ้าอาวาสชื่อดังเมืองช้าง ล่าสุดพระออกมาเผยผ่านสื่อแล้ว

16 ธ.ค. 61 – สถานการณ์ ที่ชาวบ้านขับไล่อดีตเจ้าอาวาสชื่อดังเมืองช้าง ที่มีข่าวข่าวฮือฮาก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งที่มีเรืองราว เมื่อคืนวันที่ 5 มิถุนายน 61 ที่ผ่านมา และทางอดีตเจ้าอาวาสได้กลับมาวัด ในวันที่ 14 ธันวาคม 61 ทำให้เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านรวมตัวเดินประท้วงขับไล่ จนหาการยุติไม่ได้เกือบมีเรื่องมีราวปะทะกัน ระหว่างฝ่ายขับไล่อดีตเจ้าอาวาส และฝ่ายลูกศิษย์ลูกหาที่ยังนับถือและยังศรัทธาในอดีตเจ้าอาวาสอยู่

ต่อมาเวลา 20.30 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ และนายอำเภอลำดวน ต้องเข้ามาไกลเกลี่ยแต่ไม่เป็นผล จึงต้องนัดไกล่เกลี่ยพูดคุยหาข้อยุติในวันถัดไป เช้าวันที่ 15 ธ.ค. 61 เวลา 09.00 น. และได้เชิญพระออกไปที่อื่นชาวบ้านจึงจะยอมสลายตัว โดยขณะที่ทางเจ้าหน้าที่นำพระเดินขึ้นรถตู้ของทางสำนักพุทธฯ ชาวบ้านต่างโห่ไล่เต็มที่ หลังจากรถตู้นำพระดังกล่าวออกจากวัดแล้ว ชาวบ้านก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไป

ช่วงเช้า วันที่ 15 ธ.ค. 61 เวลาประมาณ 09.00 น. ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่สังเกตการณ์ติดตามความคืบหน้า ตามที่นายอำเภอลำดวนได้นัดหมายเพื่อไกล่เกลี่ยกัน แต่เวลาผ่านไปตามเวลานัดก็ไม่เห็นฝ่ายทางด้านอดีตเจ้าอาวาสเดินทางมาตามนัดหมาย

มีเพียงลูกศิษย์ลูกหาบางส่วนเท่านั้นที่มารอ แต่ทางฝ่ายชาวบ้านที่ขับไล่อดีตเจ้าอาวาสนั้นก็มารอเช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั้ง 10.30 น อดีตเจ้าอาวาสยังไม่มา นายอำเภอลำดวนจึงขอตัวกลับไปทำหน้าที่ภารกิจราชการก่อน หากว่าอดีตเจ้าอาวาสเดินทางเข้ามา นายอำเภอลำดวนก็จะเข้ามาอีกรอบ

ในขณะที่รอ ผู้สื่อข่าวจึงขอเข้าไปสอบถามเรื่องราวของอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านตาเมาะ กับท่านพระครูรัตนธรรมนิวิฐ เจ้าคณะตำบลลำดวน เจ้าอาวาสวัดเกาะแก้ว ได้กล่าวว่า หลังจากเมื่อพระมานพกลับมาจากกิจนิมนต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตนก็ได้คุยกับพระมานพว่า อยากให้ท่านได้ไปชี้แจงเอง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของท่าน หลวงพ่อจะออกไปชี้เองแทนไม่ได้ พระมานพท่านก็ลงไปชี้แจงกับชาวบ้านกลุ่มต่อต้านดังกล่าว ท่านมานพพูดขึ้น ชาวบ้านก็โห่ขึ้นมา พูดอีกก็โห่อีก การชี้แจงก็ไม่สำเร็จ

ส่วนการแก้ไขปัญหาที่เคยคุยๆ กันมา คือการนิมนต์อาจารย์มานพ ถอยออกจากนี้ไป ให้ชาวบ้านเขาอยู่ ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้ท่านสร้างมาก็จริงอยู่ แต่เมื่อประชาชนไม่พอใจในตัวท่านแล้ว ก็ยอมๆให้เขาไป ท่านก็เป็นสมณะแล้ว ก็อย่ามาต่อสู้กันเลย อาตมาเองก็คิดว่าท่านมีโอกาสกลับมาได้นะ เวลาผู้นำคนใหม่ขึ้นมา เราก็อาจจะกลับมาคืนได้ เราไปสร้างบารมีให้มาก แต่ท่านมานพนี้ท่านไม่ใช่พระธรรมดานะ ท่านมีบทบาทกับทางคณะสงฆ์ด้วยนะ ท่านเป็นพิธีกร เป็นอะไร เป็นนักเจรจา เป็นพระปฏิบัติอย่างดี มีวันหนึ่ง เขาก็ต้องตามท่านมาจนได้

หลังจากนั้นทางผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำไม่เห็นอดีตเจ้าอาวาส (พระมานพ) มาตามที่นัดไว้ จึงไปปิดประตูกุฎิโดยใช้ไม้ตีปิดตายหน้าประตู และหน้าต่างอย่างแน่นหนา ล็อคกุญแจห้องอดีตเจ้าอาวาส (พระมานพ) เพื่อที่จะป้องกันการกลับมาอยู่วัด จากนั้นชาวบ้านจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

ด้าน นางบี (นามสมมุติ) ผู้หญิงที่ตกเป็นข่าว สีกากับอดีตเจ้าอาวาสวัด เปิดใจกับทางผู้สื่อข่าวเป็นครั้งแรกว่า ตนกลับมาจากทำงานที่ตัวอำเภอลำดวน เวลาประมาณ 1 ทุ่ม และได้นำอาหารไปให้พี่เขยที่ทุ่งนา ก็เห็นชาวบ้านวิ่งออกกำลังกายเวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ นั่นแหล่ะ ตนก็จอดรถไว้ตรงที่เขากล่าวหานั่นแหล่ะ แล้วก็เดินเข้าไปในวัด ซึ่งพระท่านให้ตนไปเอาทุเรียน ตามที่เสนอเสนอออกไปว่าเอาทุเรียนไปถวายพระ มันไม่เป็นความจริง

ในวันนั้นเอง มีกองผ้าป่ามาจากจังหวัดระยอง มีสับปะรด มีผลไม้อื่นๆ อีกมากมาย ส่วนเขาจะวางแผนอะไร ตนเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตนไม่ได้ใส่ร้ายใครหรอก ส่วนตนเองก็อยู่ที่กรุงเทพฯ พึ่งกลับมาอยู่บ้านได้ประมาณ 3 เดือนกว่าๆ เอง แต่ตนก็ออกไปทำงานที่ร้านแห่งหนึ่งในอำเภอลำดวนทุกวัน

ซึ่งก่อนที่ตนจะเข้าไปในกุฎิพระ ตนก็เห็นพระอีกรูปหนึ่งเอาข้าวมาให้หมา แล้วก็ไปปิดไฟหน้ากุฎิ  ตนก็ได้เดินเข้าไป ขณะตนเข้าไปเพื่อกำลังจะหาถุงใส่ทุเรียน ตนยังไม่ได้ทุเรียนหรอก เขาก็ถีบประตูกรูกันวิ่งเข้าไปประมาณ 4-5 คน ด้วยความตกใจ ตนก็รีบวิ่งสวนออกมาข้างนอก ซึ่งทางกลุ่มผู้ใหญ่บ้านเองก็มาหาตนว่า ไปนอนกับพระยังงั้น ยังงี้

ซึ่งกุฎิพระ เมื่อเข้าไปแล้ว จะแบ่งออกเป็น 2 ห้อง มีห้องนอนพระ กับห้องเก็บของ แบ่งแยกกันชัดเจนมีประตูปิดมิดชิด ตนก็เข้าไปเอาที่ห้องเก็บของแหล่ะ กำลังหาถุงมาใส่ทุเรียน เป็นทุเรียนหมอนทองลูกใหญ่ 1 ลูก แต่ก็มีสับปะรด มีกล้วย มีอะไร แต่ตนเลือกเอาทุเรียน หลังจากโดนถีบประตูเข้าไป ตนก็วิ่งออกมาข้างนอกก็ได้ยืนทะเลาะกับผู้ใหญ่บ้านว่า ทำอะไรอย่างงี้ ผู้ใหญ่ถามว่า มาทำอะไร ตนก็เลยตอบไปว่า มาเอาทุเรียนกับกระอาจารย์ ตนก็อยากจะออกมาแก้ต่างให้ท่านอยู่ เพราะว่า ท่านไม่ได้ไปทำอะไรผิด

ที่จริงก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึงชั้น ป.6 แหล่ะ รุ่นเดียวกัน แต่หลังจากจบออกมาก็แยกย้ายกันไปทำมาหากิน ท่านก็ได้ไปบวช ตนก็พึ่งมาจากกรุงเทพฯ มาอยู่บ้านนี่แหล่ะ ถูกเขากล่าวหาว่ามีอะไรกับพระหรือเปล่า เลยทะเลาะกัน ทางผู้ใหญ่บ้านก็โทรแจ้งตำรวจให้มาจับ ตนก็ตอบไปว่า ให้มาจับเรื่องอะไร ก็เราไม่ได้ทำอะไรผิด เรามาเอาทุเรียนไม่ได้มาทำอะไรกับพระอาจารย์

ซึ่งขณะที่ตนเข้าไปเอาทะเรียนตนไม่ได้ล็อกห้อง ส่วนในข่าวที่เสนอไปว่ามีกางเกงในผู้หญิงอยู่ด้วย ตนยอมรับว่าเป็นกางเกงในของตนเองจริงๆ ทุกวันตนจะติดไปที่ร้าน 2 ตัว ไปอาบน้ำที่ร้าน ตัวเก่าตนจะเอากลับมาซักที่บ้าน จะใส่ตัวใหม่กลับมา ตัวเก่าก็ม้วนๆใส่ไว้ที่เอวกลับมาบ้านทุกวัน ซึ่งขณะที่ตนวิ่งออกมาจากกุฎิตนก็ไม่รู้ว่ามันไปหล่นอยู่ตรงไหน เพราะช่วงนั้นชุลมุนมาก มีแต่ผู้ชาย ถีบประตูเข้าไป เราก็ตกใจวิ่งออกมา ก็ถือถุงหิ้วที่กำลังจะเอามาใส่ทุเรียนออกมาด้วย ในวันที่เกิดเหตุทางเจ้าภาพผ้าป่าจาก จ.ระยอง ก็ยังไม่กลับ ทางเจ้าภาพเองก็ออกมาดูเหตุการณ์ด้วย

จากกรณีที่สื่อเสนอข่าวว่าตนใส่ผ้าขนหนูวิ่งออกมา ขอชี้แจงว่า ตนใส่เสื้อยืดสีขาว เข้าไป ไม่ได้ถืออะไร โทรศัพท์ กระเป๋าตังค์ก็ไม่ได้ถือ เดินเข้าไปมือเปล่า ส่วนที่ว่าเข้าไปเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ตนขอชี้แจงว่า ตนเข้าไปประมาณ 1 นาที พอตนเข้าไปปุ๊ป เขาก็มาถีบประตูเลย ตนก็วิ่งออกมาเลย ซึ่งขณะนั้นตนกลัวมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขาก็ปิดไฟหน้ากุฎิด้วย แต่พระอาจารย์ท่านเปิดไฟในห้องของท่านไว้ ตนก็ออกมา

จากที่สื่อได้เสนอข่าวว่ามีผู้หญิงวิ่งหนีออกไป ตนขอยืนยันว่า ตนยืนทะเลาะกับผู้ใหญ่บ้านกว่าชั่วโมง ซึ่งพระก็ออกมาหน้ากุฎิด้วย แกก็ใส่จีวรของแกเรียบร้อย ซึ่งเมื่อเถียงกันเสร็จเขาก็ไล่ให้ตนกลับบ้าน ต่อมาเขาก็ไปประกาศเสียงตามสายของหมู่บ้านให้ชาวบ้านมาที่วัดว่าเกิดเรื่องที่วัด ชาวบ้านก็ออกมาเต็ม แต่เรื่องนี้ทางศาลบอกมาว่า ห้ามไปอะไรกันนะ เดี๋ยวจะมีเรื่องมาที่ศาลอีก ไอ้เราก็ไม่อยากพูด แต่หากสื่ออยากรู้ตนก็พูดให้ฟัง

ส่วนสาเหตุที่ไปเอาทุเรียน พระท่านโทรศัพท์มาหาว่า ปกติคุยกันแบบคนธรรมดา พระว่า เพื่อนจะเอาทุเรียนไหม มีอยู่ 2 ลูก ให้ญาติไปแล้วลูกหนึ่ง เหลืออีกลูกหนึ่งเห็นว่าเพื่อนอยากกิน ตนก็ตอบว่า เอาไว้ให้ด้วย พระบอกว่า มาเอาซิ ตนเลยตอบกลับไปว่า ตอนนี้งานเยอะ ไปไม่ได้หรอกรอดูประมาณเลิกงานก่อน ตนว่าไปอย่างงี้

ขณะที่ตนกำลังเข้าไปเอาท่านไม่ได้โทรศัพท์มาหาหรอก แต่ตนกำลังจะเข้าไปพอดี ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ ทุ่มกว่า ๆ เห็นเขาเปิดไฟหน้าวัดเต็มไปหมด และมีคนวิ่งออกกำลังกาย ซึ่งขณะที่ตนเข้าไป ตนได้เรียกบอกท่านว่า มาเอาทุเรียนแล้วนะ ท่านก็ตระโกนมาว่า ทุเรียนก็อยู่ตรงนั้นแหล่ะ เอาไป ซึ่งขณะนั้นท่านปิดประตูล็อกอยู่ในห้องส่วนตัวของท่าน พอเราเข้าไป ก็ได้แง้มๆประตูนิดหนึ่ง เขาก็มาถีบประตูเข้าไปเลย เราเลยวิ่งออกมากางเกงในไปหล่นตรงไหนไม่รู้ เพราะว่าผู้ชายตั้ง 4-5 คน

ในส่วนเรื่องที่ตนไปไกล่เกลี่ยที่ศาล (ซึ่งตนได้แจ้งความผู้ใหญ่บ้านในข้อหาหมิ่นประมาท) วันนั้น ซึ่งตนเป็นคนถอนฟ้อง ไม่อยากจะมีเรื่องมีราวขัดแย้งกับชาวบ้าน ผู้ใหญ่ก็ตอบตกลง ตนเลยบอกไปว่า ถ้าอย่างงั้นผู้ใหญ่ก็ห้ามไปหมิ่นประมาทอะไรเราอีก แล้วก็อย่าไปพูดอะไรอีก เรื่องเสียๆหายๆ ระหว่างตนกับพระ ผู้ใหญ่เองก็ยินดีในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย ศาลก็ว่าตกลง ก็แค่นั้นวันนั้น ตนก็ไม่มีเรื่องผิดใจอะไรกับผู้ใหญ่อีก

นายมงคล วาสุพิน (ญาติโยมคณะศรัทธา) กล่าวว่า คือตอนนี้ คำสั่งศาลได้สรุปข้อความเป็นหนังสือมาแล้ว ว่าในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยในครั้งสุดท้าย โดยมีอดีตผู้พิพากษาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ ในห้องของศาลที่จัดขึ้นไว้ ก็จะมีทางฝ่ายโจทก์และจำเลย ข้างละประมาณ 4 คน มาร่วมฟังความคิดเห็นตรงนั้น สรุปใจความได้ว่า ศาลได้มีคำสั่งเป็นหนังสือว่า ไม่ให้จำเลยทั้ง 2 พูดต่อ หรือว่ากล่าวให้ร้ายกับฝ่ายหญิง ถ้าเกิดมีการพูดต่อก็ให้เอามาเข้าสู่กระบวนการได้อีก

แต่การสรุปในครั้งนั้นผู้ใหญ่บอกว่า ไม่ให้พระเข้ามาอยู่วัดอีก เพราะว่าท่านทำความเสียหายให้กับวัดแล้ว แล้วท่านผู้ไกล่เกลี่ยบอกว่า มันเป็นสิทธิ์ของพระอาจารย์นะครับ เพราะว่าในเรื่องของผู้หญิงในชั้นศาลมันก็จบไปแล้ว ทางผู้หญิงก็บอกว่า ไม่อย่ากจะเอาความต่อ เพราะว่าทางผู้หญิงเป็นลูกบ้าน กลัวว่า พี่-น้องตัวเองที่อยู่ในหมู่บ้าน จะได้รับความเดือดร้อนในเรื่องสิทธิต่างๆในตรงนั้น ก็เลยว่าขอถอนแจ้งความไว้

ส่วนประเด็นการเข้ามาของพระอาจารย์ซึ่งครบกำหนดพระอาจารย์อยู่ที่ สหรัฐอเมริกา ท่านต้องการกลับมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ชาวบ้านได้รับทราบ เพราะว่าท่านไม่มีโอกาสได้พูด ท่านอยู่ไกล ก็เลยต้องการมาทำความเข้าใจในบางประเด็น และต้องการให้มีคณะกรรมการช่วยพิจารณาว่าคดีของท่านเป็นยังไงต่อไป ให้ชาวบ้านได้รับทราบ ให้สังคมได้รับทราบ

ตนอยากจะวอนสื่อ ช่วยชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ ได้เข้าใจว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา มันไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง ดูแล้วอาจเป็นการร่วมกันจัดฉากขึ้นมา เพราะจากข่าวที่เสนอออกมาแล้วแจ้งว่า ผู้หญิงเข้าไปในกุฎิพระกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะทางฝ่ายหญิงเองก็บอกว่า มันเป็นเวลาแค่เข้าประตูไป มันก็ไม่กี่นาทีเอง

พระสมุห์มานพ ตันติสาโร (อดีตเจ้าอาวาสวัดตาเมาะ) เล่าว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 เป็นการทอดผ้าป่าสามัคคีจากญาติโยมคณะศรัทธาจากจังหวัดระยอง ซึ่งได้นำผ้าป่าสามัคคีพร้อมกับทอดผ้าป่าสามัคคีจำนวนปัจจัย 60,000 บาท แล้วก็มีทุเรียน สับปะรด ติดมาด้วย หลังจากทอดเสร็จ ในวันที่ 5 ช่วงเที่ยงๆ ก็เป็นการแจกจ่ายผลไม้ ทุเรียน สับปะรดให้กับคณะศรัทธา ที่มาร่วมต้อนรับให้กับชาวบ้านเรา บ้านตาเมาะ และญาติโยมที่ศรัทธาอาตมาภาพ ก็ได้รับแจกจ่ายกันถ้วนหน้า

หลังจากนั้นก็มีคุณโยมเพื่อนโทรศัพท์มาบอกว่าต้องการทานทุเรียน อาตมาก็ตอบไปว่า เดี๋ยวเช็คดูก่อน เดี๋ยวโทรหา ซึ่งทุเรียนยังอยู่ อาตมาก็โทรศัพท์ไปบอกว่า ยังมีอยู่ โยมมาเอาได้ไหมตอนเที่ยง โยมบอกว่า งานยังไม่เสร็จเลยรอได้ไหมเมื่อเสร็จธุระ อาตมาถามไปว่าเวลาไหนหล่ะ โยมเลยบอกว่า ค่ำๆเดี๋ยวจะเข้าไปเอาทุเรียน จากนั้นตอนหัวค่ำ อาตมาก็สวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งโดยปกติก็ประมาณ 1 ทุ่ม ในกุฏิของอาตมาเอง ขณะนั้นญาติโยมคณะศรัทธาก็ยังอยู่ ยังไม่เดินทางกลับไปที่ระยอง ยังพักอยู่ในบ้าน ก็จะโทรสอบถามเรื่อย

เมื่อสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว ก็ไปสรงน้ำในห้องน้ำ แต่อาตมาก็ไม่ทราบว่าโยมเพื่อนมาแบบไหน เพราะว่าในกุฏิอาตมาแบ่งออกเป็น 2 ห้อง ห้องจำวัดกับห้องน้ำอยู่ในตัวเดียวกันและก็ห้องโถงไว้รับญาติโยม ในขณะที่มีคนถีบประตูเข้ามาตนไม่รู้ว่ามีสีกาอยู่ในห้องข้างนอก ได้ยินเสียงว่ามีคนถีบอยู่ ตะโกนว่าล้อมแล้ว ครั้งเดียว อาตมาก็เลยออกมาจากห้องน้ำ เปิดประตูออกมา เวลาในขณะนั้นน่าจะประมาณ ทุ่มกว่าๆ เพราะอาตมาสวดมนต์ประมาณ 1 ทุ่ม หลังจากนั้นก็ออกมา เจอนักข่าวด้วย เจอคนเยอะ เจอผู้นำทั้งหมดมา บอกว่า นำสีกามาหลับนอนนะ อาตมาเลยบอกไปว่า ไม่รู้เลย

ต่อมามีพระผู้ใหญ่ พระเจ้าคณะตำบลตามที่สื่อได้ลง ได้มาสอบถาม พูดคุย ว่า ท่านทำผิดวินัยไหม อาตมาบอกว่าไม่ผิดวินัยสงฆ์ เพราะอาตมายังบริสุทธิ์อยู่ ถ้าอาตมาผิด อาตมายอมสึก

ส่วนข่าวที่ออกมาว่ามีกางเกงชั้นในวางตกอยู่ที่ห้อง อาตมาบอกเลยว่า ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ส่วนที่นักข่าวจะมาขอสัมภาษณ์ อาตมาได้ออกเดินทางเข้า กรุงเทพฯ ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เช้า ซึ่งจะเดินทางไปกิจนิมนต์ที่ประเทศมหรัฐอเมริกา ไปเผยแผ่ธรรม ปฏิบัติศาสนกิจ ก็คือต้องทำเรื่องเกี่ยวกับการเดินทาง “วีซ่า” ก็เลยต้องออกเดินทางไปในช่วงเช้าของวันนั้น ซึ่งได้ทำ วีซ่าไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว จองตั๋วเรียบร้อย ไปที่รัฐวอชิงตันสเตด.

ภาพ – ข่าว / สุทธิศักดิ์ สอนกล้า ผู้สื่อข่าวสนมนิวส์